ยินดีต้อนรับสู่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0-5338-9228 , 0-5338-9229 ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นอุตสาหกรรม
 

 
รับฟังรายการ "ใต้ร่มพระบารมีที่ห้วยฮ่องไคร้" โดย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพียงหมุนคลื่นวิทยุไปที่ สวท.เชียงใหม่ FM 93.25 MHz ทุกวัน เสาร์ เวลา 15.10-16.00 น. สวท.เชียงใหม่ AM 639 MHz ทุกวัน ศุกร์ เวลา 06.10-07.00 น. เสียงจากแม่โจ้ FM 95.5 MHz ทุกวัน พฤหัสบดี เวลา 15.10-16.00 น. และ มก.เชียงใหม่ AM 612 MHz ทุกวัน พุธ - พฤหัสบดี เวลา 06.30-06.55 น.
         
     1. กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ้านป่าสักงาม
           
           
      “ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ ความสัมพันธ์คนกับป่า ชุมชนต่างรู้คุณค่า ช่วยกันรักษาพัฒนาให้ยั่งยืน”

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสุชาติ  ยาวิละ (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่  :  99/3 หมู่ที่ 1 บ้านป่าสักงาม ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 080-1231943
วัน/เดือน/ปี เกิด :  วันที่ 18 พฤษภาคม 2512
ความชำนาญพิเศษ : การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จุดเด่นของศูนย์ฯ  : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มีกิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟู  พื้นที่ป่าของชุมชน ได้แก่

  • การสร้างฝายต้นน้ำลำธาร
  • การปลูกไม้ 3 อย่างประโยชน์ 4 ประการตามแนวพระราชดำริ
  • การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ เส้นทางป่าซับน้ำ
  • การเรียนรู้ความหลากหลายของชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน

ประสบการณ์ : มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การสร้างฝายต้นน้ำลำธาร การปลูกไม้ 3 อย่างประโยชน์ 4 ประการตามแนวพระราชดำริ
ความหลากหลายทางชีวภาพ เส้นทางป่าซับน้ำ ตลอดจนเรื่องความหลากหลายของชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ: รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้  ป่าชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันเป็นเสมือนดังคำกล่าวที่ว่า มีป่าไม้ เหมือนมีตู้เย็นขนาดใหญ่ในหมู่บ้าน เมื่อสภาพพื้นที่เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าได้รับการอนุรักษ์และปลูกทดแทนเกิดแหล่งอาหารป่าให้กับชุมชนมากมาย  เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับศึกษาธรรมชาติมากมาย สำคัญที่สุดชุมชนมีความเข้มแข็ง ตระหนักถึงคุณค่าและเล็งเห็นสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น  โดยร่วมกันกำหนดแนวทางและปฏิบัติตามกฎของชุมชน  ชุมชนกับทรัพยากรจึงเกิดการเรียนรู้และมีการปรับความสัมพันธ์ไปสู่การมีส่วนร่วมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกจิตสำนึกกับคนในชุมชนสู่คนภายนอก ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  ได้จัดตั้งค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้กับสถานที่จริง โดยมีวิทยากรชุมชนเป็นผู้ถ่ายทอดและเดินชมเส้นทางเดินธรรมชาติ  ซึ่งจะมีจุดสำคัญที่มีเรื่องราว องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และมีเอกลักษณ์เฉพาะจุด ทำให้เกิดการซึมซับความรัก ความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ที่ตั้ง : หมู่ที่ 1 บ้านป่าสักงาม ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ส่วนใหญ่ที่สามารถศึกษาเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นรูปขององค์ความรู้โดยรวมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ฯ การบริหารจัดการทรัพยากร และการปลูกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ฯ การศึกษาดูงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดการซึมซับและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ภูมิสังคม และสภาพชุมชน

ความพร้อมของศูนย์ฯ

          ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้
           
           
      2.กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบ้านทุ่งยาว
           
           
     “บรรพชนสร้างสรรค์ ชนรุ่นหลังร่วมใจ ห่มรักสร้างสายใย ปกป้องไพรคุ้มครองป่า”

 

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล  : นายมงคล สุนทรแก้ว (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่  : บ้านทุ่งยาว หมู่ที่ 8 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-7247585
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 5 ตุลาคม 2497
ความชำนาญพิเศษ : การบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จุดเด่นของศูนย์ฯ : การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าชุมชน
ประสบการณ์ : การเป็นวิทยากรบรรยายให้องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ ได้แก่ การสร้างฝายต้นน้ำลำธาร การบวชป่า การปลูกป่าทดแทน การดูแล และซ่อมแซมฝายต้นน้ำลำธารที่ชำรุดเสียหาย
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          ชุมชนมีความเข้มแข็งในการสานฝัน สานต่ออุดมการณ์ของบรรพบุรุษที่จะอนุรักษ์ผืนป่าไม่ให้ถูกทำลาย  พยายามฟื้นฟูสภาพที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้นเรื่อยๆจนกลับมาอุดมสมบูรณ์  คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ “อย่างมีเหตุผล”    ชุมชนร่วมกันตั้งกฎระเบียบที่เคร่งครัด จัดเวรยามในการป้องกัน  ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ที่มาใช้ประโยชน์จากป่า  และดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อปลูกจิตสำนึกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ “การสร้างภูมิคุ้มกัน”  ที่จะปลูกป่าขึ้นมาทดแทน       จนปัจจุบันกิจกรรมต่างๆที่ได้ดำเนินการในผืนป่าชุมชนแห่งนี้โดยเฉพาะการสร้างฝายต้นน้ำลำธาร ได้สะท้อนให้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  น้ำในลำห้วยจากที่เคยแห้ง ปัจจุบันลำห้วยมีน้ำไหล มีปลาต่างๆอาศัยอยู่หลายชนิด  ป่าฟื้นตัว  ความชุ่มชื้น ความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มพูน และเกิดนานาอาหารจากป่า หลากหลายประเภทได้เพิ่มปริมาณมากขึ้น อาทิหน่อไม้  ผักกูด  ผักหนาม เป็นต้น  ได้ทยอยสู่ชุมชน จนเกิดการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนกับป่า คนรักและหวงแหนป่า
ที่ตั้ง :  บ้านทุ่งยาว หมู่ที่ 8 ตำบลป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ :  ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม :  เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ส่วนใหญ่ที่สามารถศึกษาเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นรูปขององค์ความรู้โดยรวมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ฯ การบริหารจัดการทรัพยากร และการปลูกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ฯ การศึกษาดูงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดการซึมซับและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ภูมิสังคม และสภาพชุมชน
ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

           
           
      3.กลุ่มอุทยานการเรียนรู้บ้านปางจำปี
           
           
      “ด้วยรักและหวงแหน เพื่อตอบแทนคุณผืนป่า ร่วมอนุรักษ์และรักษา พัฒนาฟื้นฟูให้ยั่งยืน”

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสุจิตต์  ใจมา
ที่อยู่ : บ้านปางจำปี หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 087-7404972
วัน/เดือน/ปี เกิด :  วันที่ 5 มกราคม 2502
ความชำนาญพิเศษ :  การปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้และสายน้ำแม่ลายน้อย อันส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่ความสมดุล ปลาพวงหิน (ปลาปุง) ได้กลับคืนมาสู่ลำห้วยและเพิ่มปริมาณมากขึ้น
ประสบการณ์ : การปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การวิจัยแบบท้องถิ่น และการทำกิจกรรมต่างๆในการดำเนินชีวิตร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูล
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) 
เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคนเสมือนห้องเรียนธรรมชาติที่มีชีวิต มีกิจกรรมต่างๆด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายกิจกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง คือ นายสุจิตต์ ใจมา  ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ขับเคลื่อนในการปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้  ผืนป่าสมบูรณ์  เกิดแหล่งอาหารคนจากป่า สายน้ำแม่ลาย มีปลาจำนวนมากแหวกว่าย โดยเฉพาะปลาปุง หรือปลาพลวงหินที่หายไปจากสายน้ำแห่งนี้ ได้กลับมาแหวกว่ายให้ผู้คนได้อิ่มใจ ชุมชนมีกฎระเบียบมาตรการปกป้อง คุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มงวดได้ผลและทุกคนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คนกับป่าอาศัยพึ่งพากัน เกิดความผูกพันและหวงแหน
ที่ตั้ง :  บ้านปางจำปี หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ส่วนใหญ่ที่สามารถศึกษาเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นรูปขององค์ความรู้โดยรวมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ฯ การบริหารจัดการทรัพยากร และการปลูกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ฯ การศึกษาดูงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดการซึมซับและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ภูมิสังคม และสภาพชุมชน

ความพร้อมของศูนย์ฯ :  ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้
           
           
      4. กลุ่มอนุรักษ์ผึ้งธรรมชาติ (ผึ้งโก๋นหรือผึ้งโพรง)
           
           

“ เส้นทางจากแมลงตัวน้อย สู่ความหวานของน้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์ ”

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายเรืองฤทธิ์ สุรินทร์ (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 8 บ้านปางกำแพงหิน ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 085-6229531
วัน/เดือน/ปี เกิด  : วันที่ 28 มีนาคม 2512   
ความชำนาญพิเศษ : การเลี้ยงผึ้งโก๋น (ผึ้งโพรง) ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) :  การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการเลี้ยงผึ้งโก๋น (ผึ้งโพรง) ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น รูปแบบชุมชนอยู่ร่วมกับป่า
ประสบการณ์  :  มีความเชี่ยวชาญการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงผึ้งโก๋น (ผึ้งโพรง) ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและการปฏิบัติ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ  :  -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)                                                                                         
ดำเนินกิจกรรม “ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นแหล่งเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรม ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนรูปแบบคนอยู่กับป่า อย่างเกื้อกูลกัน จากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งอดีต เรื่องการเลี้ยงผึ้ง ธรรมชาติหรือผึ้งโก๋น (ผึ้งโพรง) เป็นที่มาของอาชีพการเลี้ยงผึ้งที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริมรายได้และเกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นในชุมชนมีจำนวนสมาชิก 17 ครัวเรือน ผลผลิตจากผึ้งหลากหลายผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของชุมชน
ที่ตั้ง  : หมู่ที่ 8 บ้านปางกำแพงหิน ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ  :  ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : แหล่งเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งธรรมชาติหรือผึ้งโก๋น (ผึ้งโพรง)

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      5.กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านป่าไผ่
           
           

“ เพิ่มมูลค่าผลผลิต แปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์งานบนความพอเพียง”
" เมื่อทุกอย่างทำจากความตั้งใจ.....ผลิตภัณฑ์ที่ได้จึงมีคุณภาพ "


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นางยุวรี  ธาตุอินจันทร์ (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  089-5576377
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 19 พฤศจิกายน 2499
ความชำนาญพิเศษ : การแปรรูป ถนอมอาหาร และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ กระเทียมโทน กระเทียม มะม่วง และมะเขือเทศ การบริหารจัดการการผลิตและการตลาด
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การแปรรูป ถนอมอาหาร และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ กระเทียมโทน กระเทียม มะม่วง และมะเขือเทศ
ประสบการณ์ : ความรู้ด้านการแปรรูป ถนอมอาหาร การวางแผนการผลิต การตลาด และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ กระทียมดอง มะม่วง และมะเขือเทศแช่อิ่ม ดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ได้มาตรฐาน สมาชิกในกลุ่มมีความสุขจากการทำงานร่วมกัน เกิดผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปผลผลิตที่เป็นที่ยอมรับหลากหลายประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระเทียมธรรมดา กระเทียมโทน และมะม่วงแช่อิ่ม เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา และพัฒนาเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของชุมชน ส่งจำหน่ายไปยังตลาดในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ และเป็นเกียรติสูงสุดเมื่อผลิตภัณฑ์กระเทียมโทนได้ถูกคัดเลือกส่งเข้าห้องเครื่อง ในสำนักพระราชวัง
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านการแปรรูปและถนอมอาหาร ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการผลิต และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

           
      6.กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด
           
           

“ รวมใจร่วมสร้างงาน ผสมผสานความสามัคคี สร้างความอุดมให้พื้นที่ พัฒนาบนวิถีความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสินชัย วิริยะจรรยงค์ (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่  : 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 089-4328607
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2493 
ความชำนาญพิเศษ : การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด การตลาดและการนำไปใช้ประโยชน์
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด การตลาด และการนำไปใช้ประโยชน์โดยลูกสมาชิกนำไปใช้ประโยชน์เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมีประสิทธิผล สามารถช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและผลผลิตมีคุณภาพ
ประสบการณ์ : การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด การตลาด และการนำไปใช้ประโยชน์
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  :  เป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิต ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด โดยการรวมกลุ่มเกษตรกรขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ จัดตั้งกฎของกลุ่มร่วมกัน ให้ความสำคัญกับการมีผลกำไรที่พอเหมาะกำหนดราคาที่เป็นธรรม“ ด้วยความมีเหตุผล”เพื่อช่วยเกษตรกรอย่างแท้จริง “ มีความพอประมาณ ” ค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพของผลิตภัณฑ์วัดได้จากผลของตัวอย่างการนำไปใช้จริงในพื้นที่จนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม วัตถุดิบที่ใช้หาง่ายในท้องถิ่น  การรวมกลุ่มเข้มแข็ง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี พืชผลทางการเกษตรเพิ่มผลผลิตมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์และที่สำคัญโครงสร้างดินอุดมสมบูรณ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ที่ตั้ง : หมู่ที่ 2 บ้านแม่ฮ้อยเงินใต้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

ู้

           
      7.กลุ่มอาชีพเกษตรพอเพียงบ้านสหกรณ์ 5
           
           

“ จากอุดมการณ์ สู่..........การสร้างงานเกษตรผสมผสานบนความพอเพียง "


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายไฉน ไชยถา (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 5 บ้านสหกรณ์ 5 ตำบลบ้านสหกรณ์ 5 อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 087-1826307
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 21 มกราคม 2509
ความชำนาญพิเศษ : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสานหลากหลายในพื้นที่สร้างกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การรวมกลุ่มประกอบอาชีพเกษตรผสมผสานบนความพอเพียง
ประสบการณ์ : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ได้แก่ การเพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง การเลี้ยงกบนา  การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การทำน้ำหมักชีวภาพ การปลูกไม้ผล และการปลูกพืชผัก
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : จากพื้นที่ว่างเปล่า ถูกเติมเต็มด้วยอุดมการณ์ ความตั้งใจ ความร่วมมือ ร่วมใจที่จะสร้างงานด้านเกษตรผสมผสาน จากกลุ่มเกษตรกร จนเกิดเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือนและสามารถจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ มาถึงวันนี้ กิจกรรมทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี พืชผักและกิจกรรมการเกษตรต่างๆ ทยอยให้ผลผลิตตอบแทนความตั้งใจของเกษตรกรอย่างน่าชื่นชมเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นจากความขยันและตั้งใจ   ทุกสิ่งทุกอย่างก็ก้าวไปด้วยดี ด้วยความสามัคคี ร่วมมือกัน ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้น   มีความพอเพียงและพอใจในสิ่งที่มีอยู่ และทำสิ่งนั้นด้วยความไม่ละโมบโลภมาก ทำตามกำลังจะให้เกิดความสบายใจ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง การเลี้ยงกบนา  การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย       การเลี้ยงไก่พื้นเมือง การทำน้ำหมักชีวภาพ การปลูกไม้ผล และการปลูกพืชผัก
ที่ตั้ง  :  หมู่ที่ 5 บ้านสหกรณ์ 5 ตำบลบ้านสหกรณ์ 5 อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านการรวมกลุ่มประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งศึกษาดูงาน การทำกิจกรรมด้านเกษตรผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      8. กลุ่มการบริหารจัดการน้ำตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
           
           

“ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น พลิกฟื้นผืนแผ่นดิน ด้วยการบริหารจัดการน้ำชลประทาน ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายประสงค์ ทะลาบุญ (ตัวแทนกลุ่ม)
ที่อยู่ :   82 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 089-4340786
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 28 ธันวาคม 2502
ความชำนาญพิเศษ : การจัดการ ดูแล และการบริหารจัดการน้ำตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การบริหารจัดการน้ำโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นหลักในการจัดการ ดูแล และบริการเกษตรกรด้วยความยุติธรรม
ประสบการณ์ : การบริหารจัดการน้ำตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตร
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เป็นแหล่งเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านท้องถิ่นล้านนา โดยกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์มีข้อตกลง ระเบียบการใช้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด “แม้วันเวลาแห่งการก่อตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ จะผ่านพ้นมานานหลายสิบปี แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผู้คนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและยุติธรรม คือการยึดมั่นปฏิบัติในกฎกติการ่วมกัน ด้วยความซื่อสัตย์ ไว้ใจซึ่งกันและกัน เมื่อทุกอย่างที่ทำเกิดจากความตั้งใจ ผลตอบแทนที่ได้คือความสำเร็จที่ยั่งยืน”
กฎ กติกา ที่สร้างไว้ร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และร่วมกันใช้ประโยชน์
คลองส่งน้ำบ้านแม่ฮ่องไคร้  มีนายประสงค์  ทะลาบุญ  เป็นผู้ดูแล เป็นแก่เหมือง แก่ฝาย  โดยมีหน้าที่รับผิดชอบกุญแจ ปิด – เปิดประตูน้ำ ตลอดจนประสานงาน แจ้ง ให้ผู้ใช้น้ำในลำเหมืองมาร่วมกันพัฒนาขุดลอกคลองส่งน้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนฤดูทำนา และช่วงหลังการปลูกพืชล้มลุก หากไม่มาร่วมกันพัฒนา หรือไม่หาคนแทน จะถูกลงโทษตามกฎกติกาที่ร่วมกันตั้งไว้
ที่ตั้ง :  หมู่ที่ 8 บ้านแม่ฮ่องไคร้ ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในปี 2555
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการน้ำตามภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา
ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้


           
      9.นายอุ่นเรือน ไทยใจอุ่น เครือข่ายเกษตรกรด้านปศุสัตว์ดีเด่น
           
           

“ พัฒนางานปศุสัตว์อย่างถูกวิธี บนวิถีแห่งความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายอุ่นเรือน ไทยใจอุ่น
ที่อยู่   : 96 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 084-6128560
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2495   
ความชำนาญพิเศษ : การทำกิจกรรมด้านปศุสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงโคพื้นเมือง การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงกระต่าย
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การทำกิจกรรมด้านปศุสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงโคพื้นเมือง การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงกระต่าย
ประสบการณ์ : การทำกิจกรรมด้านปศุสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงโคพื้นเมือง การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงกระต่าย
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เกษตรกรเล่าว่าเดิม ตนเองประกอบอาชีพทำนา ปลูกพืชผักไม่หลากหลาย เพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว แต่ผลผลิตเหล่านั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาลและราคาของท้องตลาด  รายได้ที่ได้รับจึงไม่แน่นอน ซึ่งตอนนั้นตนเองมีความคิดว่าอยากหาอาชีพเข้ามาเสริมรายได้จากการทำนาและปลูกผัก อีกทั้งครอบครัวยังมีเวลาว่างหลังจากฤดูกาลเพาะปลูก จึงมองหาอาชีพที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง  จึงเข้าไปศึกษาดูงานและฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาฯ โดยเริ่มแรกตนเองได้เลือกกิจกรรมการเลี้ยงโคนม ได้รับองค์ความรู้และได้รับการสนับสนุนพันธุ์โคนมไปทดลองเลี้ยง เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งจึงพบว่าการเลี้ยงโคนมเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างละเอียด ต้องดูแลเอาใจใส่ และใช้แรงงานในการดูแลมาก ในตอนนั้นอายุเพิ่มมากขึ้น สุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงเลิกกิจกรรมนี้ไป และหากิจกรรมด้านปศุสัตว์ประเภทอื่นๆเข้ามาดำเนินการ ซึ่งตนเองและครอบครัวมีความชอบในงานปศุสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมจากศูนย์ศึกษาฯ และเลือกกิจกรรมเลี้ยงโคพื้นเมือง กระต่าย สุกร ไก่พื้นเมือง และเป็ดเทศ มาเป็นกิจกรรมควบคู่กับการทำนาและปลูกผัก
เกษตรกรดำเนินกิจกรรมการเกษตรผสมผสานระหว่างการปลูกพืช ทำนา และเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป โดยสัตว์ที่นำมาเลี้ยงประกอบด้วย โคพื้นเมือง กระต่าย ไก่พื้นเมือง เป็ดเทศ และสุกร ได้ใช้เวลาทั้งหมดดูแลเอาใจใส่กิจกรรมที่ดำเนินการ โดยใช้แรงงานในครอบครัวร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินกิจกรรม
เกษตรกรได้เลือกอาชีพที่ตนเองและครอบครัวรัก มีความถนัด จึงสามารถปฏิบัติได้ดี ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินเก็บออม สมาชิกในครอบครัวมีเวลาพบหน้ากัน ครอบครัวอบอุ่นมีความสุข ความรู้และแนวพระราชดำริจากศูนย์ศึกษาฯ ได้นำพาครอบครัวให้มาถึงจุดจุดนี้ ปัจจุบันได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านปศุสัตว์ ดำเนินชีวิต กิจกรรมอย่างเรียบง่าย ไม่หรูหราเหมือนเชิงธุรกิจ ไม่ตีกรอบให้กับตนเอง ทำตามกำลังความสามารถ ทำด้วยใจรัก แบบค่อยเป็นค่อยไป
รายได้ภาคการเกษตร               330,600  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             50,000    บาท/ปี

ที่ตั้ง  : 96 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านเกษตรกรดีเด่นด้านปศุสัตว์ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยง การจัดการดูแล และการผลิตสัตว์ประเภทต่างๆ ได้แก่ โคพื้นเมือง สุกร ไก่พื้นเมือง เป็ดเทศ และกระต่าย
ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      10. นายเสาร์ ไทยใจอุ่น เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านปศุสัตว์ดีเด่น
           
           

“เริ่มต้นจากศูนย์ เพิ่มพูนองค์ความรู้ พัฒนาสู่อาชีพ บนความพอเพียง”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายเสาร์ ไทยใจอุ่น
ที่อยู่ : 77 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-9616763
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 15 มิถุนายน 2492    
ความชำนาญพิเศษ  : การบริหารจัดการ การดูแลโคนม และการผลิตน้ำนม การนำของเสียจากกิจกรรมผลิตเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพบนพื้นฐานความพอเพียง การนำของเสียจากกิจกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประสบการณ์ : การบริหารจัดการ การดูแลโคนม และการผลิตน้ำนม การนำของเสียจากกิจกรรมผลิตเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงโคนม ทุกวันนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วย “ความขยัน อดทน มีวินัยในตัวเอง” ทำทุกอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำเกินตัว”     เกินกำลังที่สามารถจะทำได้  ทุกขั้นตอน “เอาใจใส่ทำอย่างเต็มที่”  และทำด้วยความประณีต จึงทำให้งานสัมฤทธิ์ผล  ชีวิตมีความสุขจาก “ความพอประมาณ” และได้สร้างประโยชน์ให้เพื่อนบ้านโดยนำของเสียจากกิจกรรมผลิตเชื้อเพลิงใช้ในการหุงต้ม“ต้องลงมือทำอย่างจริงจังและต้องมีใจสู้ ” มีกิจกรรมต่างๆประกอบด้วย
การเลี้ยงโคนม การผลิตน้ำนม การผลิตก๊าซชีวภาพ การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการปลูกพืชผัก               
ที่ตั้ง : 77 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านเกษตรกรดีเด่นด้านปศุสัตว์ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงโคนมและการใช้ประโยชน์จากของเสียในกิจกรรม

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      11. นายมนูญ เทศนำ เครือข่ายเกษตรกรด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
           
           
“ เกษตรทฤษฎีใหม่จากสายธารน้ำพระทัย สู่การพัฒนาเกษตรไทยที่ยั่งยืน ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายมนูญ เทศนำ
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 083-5699223
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2505 
ความชำนาญพิเศษ : การแบ่งพื้นที่ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การวางแผนการดำเนินกิจกรรม การผลิตผักอินทรีย์ และการทำเกษตรระบบเกษตรไม่ใช้สารเคมี
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : การทำเกษตรทฤษฏีใหม่โดยการจัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า (การทำนา เลี้ยงปลา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพร ไม้ดอก ผลิตผักอินทรีย์ เลี้ยงกบนา ไก่พื้นเมือง ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ)
ประสบการณ์ : การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การผลิตผักอินทรีย์ และการทำการเกษตรไม่ใช้สารเคมี
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลชมเชยการประกวดเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร. ) ปี 2555

ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) 
          เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนจะปรับพื้นที่เกษตรเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น ตนเองประกอบอาชีพรับจ้างเป็นลูกจ้างในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และทำการเกษตรเชิงเดี่ยวควบคู่กันไปโดยใช้เวลาว่างจากการเป็นลูกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นรายรับที่ได้รับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงลาออกมาทำการเกษตรอย่างเต็มตัวแต่ยังคงทำเกษตรเชิงเดี่ยวอยู่ ประกอบด้วยทำนา ปลูกกระทียม ถั่วลิสง ซึ่งการบำรุงพืชที่ปลูกจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในระยะแรกพืชที่ปลูกตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตดี เมื่อเวลาผ่านไปดินเริ่มเสื่อมคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ลดปริมาณลง ผลตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่สูงขึ้น เกิดหนี้สินสะสม เป็นภาระให้ครอบครัว จึงได้มาทบทวน  จากประสบการณ์การทำงานในศูนย์ศึกษาฯ เกี่ยวกับหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ การดำเนินกิจกรรมการเกษตรต่างๆ นำมาเพิ่มเติมในพื้นที่ให้หลากหลาย ตลอดจนไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมจากศูนย์ศึกษาฯ นำมาพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ 

ปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยน จัดสรรพื้นที่ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยคำนึงถึงแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรร่วมกับระบบชลประทาน สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่ได้ถูกแบ่งเป็นกิจกรรมการเกษตรต่างๆ โดยเกษตรกรคำนึงถึงความเกื้อกูลเอื้อประโยชน์ต่อกัน การสร้างผลผลิตที่หลากหลายเกิดรายได้จุนเจือครอบครัวสม่ำเสมอ งดเว้นจากใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ผันชีวิตและวิถีการทำเกษตรกรรมเป็นเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ โดยไม่ละทิ้งการทำนา ปัจจุบันกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ ประกอบด้วย การทำนา ปลูกไม้ผล ผลิตพืชผักอินทรีย์จำหน่ายส่งห้างสรรพสินค้า ปลูกสมุนไพร ผักสวนครัว  ผักพื้นบ้าน ผักหวานป่า เลี้ยงปลา ผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ

จากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมการเกษตร แหล่งน้ำ พื้นที่ใช้ประโยชน์ถูกจัดสรรอย่างเหมาะสมลงตัว ระบบการผลิตพืชเป็นระบบอินทรีย์เป็นที่ยอมรับทำให้ราคาผลผลิตที่ผลิตได้ยกระดับสูงขึ้นกว่าเดิม เกิดรายได้หมุนเวียนตลอดปีอย่างต่อเนื่อง ชีวิตครอบครัวมีความสุข มีเงินเก็บออม สามารถส่งลูกทั้ง 3 คนได้รับการศึกษาที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเกษตรกรที่ยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัย ได้นำตัวอย่างไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ตามความพร้อมและความเหมาะสมของภูมิประเทศ สำหรับตัวเกษตรกรเองได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายทั้งในและนอกสถานที่เพื่อขยายองค์ความรู้ แนวคิด และเผยแพร่แนวพระราชดำริสู่สายตาคนภายนอก ถึงผลสำเร็จในการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม
รายได้ภาคการเกษตร               406,400  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             284,000  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถศึกษาเรียนรู้การทำกิจกรรมการเกษตรประเภทต่างๆ
ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      12. นางอำนวย ยอดคำปา เครือข่ายเกษตรกรด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
           
           

“ น้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ยั่งยืน ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล :  นางอำนวย ยอดคำปา
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 083-5696181
วัน/เดือน/ปี เกิด  :  วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2502    
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การหมุนเวียนกิจกรรมในพื้นที่ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์
ประสบการณ์ : การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดสรรพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมการเกษตรต่างๆให้เหมาะสม และการเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)                                                                                            
เกษตรกรเล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาเป็นหลัก กิจกรรมการเกษตรต่างๆที่ดำเนินการอยู่ยังไม่หลากหลาย การบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ของที่ดินยังไม่เต็มที่ ในบางช่วงไม่มีกิจกรรมและผลผลิตออกสู่ท้องตลาด รายได้ที่ได้รับไม่ต่อเนื่อง ไม่สามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นกับครอบครัวได้เต็มที่  เมื่อเทียบกับเวลาว่างที่ตนเองมีอยู่ จึงมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่และเพิ่มกิจกรรมการเกษตรต่างๆมาเสริมเพื่อให้เกิดความหลากหลาย จึงเข้าไปศึกษาดูงานและฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯและเลือกกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองชอบ มาปรับใช้ในพื้นที่
ปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยมุ้งเน้นไม่ให้พื้นที่ว่างเปล่าเสียประโยชน์ ใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเต็มที่ เน้นการทำนาเป็นหลักสลับหมุนเวียนกับการปลูกพืชไร่ พืชผักหลังการทำนา เนื่องจากพื้นที่มีระบบชลประทานเกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ประโยชน์จึงลดพื้นที่แหล่งน้ำลง ขุดสระเฉพาะสำหรับเลี้ยงปลานิล ปลาดุก เพื่อเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริมเท่านั้น สร้างบ่อสำหรับเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ ผลิตลูกกบและกบเนื้อจำหน่าย รอบๆบริเวณบ้านได้ปลูกพืชผักสวนครัว ผักพื้นบ้านที่สามารถนำมาประกอบอาหารและจำหน่าย   ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวเป็นอย่างมาก รวมทั้งปลูกไม้ผลต่างๆในพื้นที่โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์มะลิอ่อง เกษตรกรปลูกไว้สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเกษตรกรได้นำผลผลิตต่างๆในแปลงไปจำหน่ายด้วยตนเองทำให้ทราบกลไกของตลาดและนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิตได้
กิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่มาเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการ ซึ่งเกษตรกรสามารถบริหารจัดการและมีความพึงพอใจในรูปแบบของพื้นที่และกิจกรรมการเกษตรที่ตนได้เลือกไว้ โดยคำนึงถึงความพร้อมและกำลังที่จะทำได้ อาศัยความขยันหมั่นเพียรและความใฝ่เรียนรู้นำความรู้ใหม่ๆเข้ามาพัฒนากิจกรรม ปัจจุบันชีวิตครอบครัวมีความสุข สมาชิกครอบครัวมีกิจกรรมได้ทำร่วมกัน ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินเก็บออม แม้ปัจจุบันจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆตามกำลังและสภาพร่างกายที่เอื้ออำนวย แม้บางกิจกรรมต้องลดกำลังการผลิตลงก็ตาม ทุกวันนี้มีเวลาแบ่งปันช่วยเหลือส่วนรวม ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้และตัวอย่างของการทำกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กับผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตน 
รายได้ภาคการเกษตร               379,000  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             153,000  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ   ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : แหล่งเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      13.นายสุรชัย มรกตวิจิตรการ เครือข่ายเกษตรกรด้านเกษตรผสมผสาน
           
           

“ แม้เคยล้มแต่ไม่ท้อ  ทำตามคำสอนของพ่อ  ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสุรชัย มรกตวิจิตรการ
ที่อยู่ :  บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 086-1899197
วัน/เดือน/ปี เกิด : 13 สิงหาคม พ.ศ. 2496     
ความชำนาญพิเศษ  : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสาน การเป็นวิทยากรบรรยายการดำเนินชีวิตตาม แนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสาน กิจกรรมการเลี้ยงปลานิล ปลาดุก การเลี้ยงสุกร
ประสบการณ์ : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสาน
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลรองชนะเลิศการประกวดเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร. ) ปี 2555
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
                    เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนที่จะมาทำเกษตรผสมผสาน ตนเองประกอบอาชีพค้าขายและขับรถรับส่งนักเรียน ในระยะแรกของการประกอบอาชีพรายได้ที่ได้รับสูง ธุรกิจดำเนินไปอย่างคล่องตัว ต่อมาใน  ปี พ.ศ.2540 ในยุคเศรษฐกิจแตกฟองสบู่ ธุรกิจ อาชีพต่างๆ เริ่มซบเซา สภาวะทางการเงินขาดความคล่องตัว รายได้เริ่มลดลง รวมทั้งในขณะนั้นได้หลงเข้าไปติดอยู่ในอบายมุขไม่ว่าจะเป็นหวยใต้ดิน การพนันต่างๆ จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้ที่ต่ำอยู่แล้ว กลับต่ำลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดหนี้สินเพิ่มพูน ซึ่งตนเองและครอบครัวถูกผลกระทบนี้มาก จึงต้องมาคิดทบทวนพฤติกรรมและหาแนวทางในการช่วยเหลือให้ครอบครัวพ้นจากภาวะวิกฤตนี้ให้ได้ รวมทั้งต้องตัดสินใจเด็ดขาดที่จะออกมาจากอบายมุขเหล่านั้น  ด้วย พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตนและครอบครัวจึงได้พึ่งพระบารมี อีกทั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก จึงมีความตั้งใจที่จะเข้าไปเรียนรู้และฝึกอบรม เพื่อนำกิจกรรมด้านการเกษตรมาประยุกต์ปรับใช้เพื่อช่วยครอบครัวให้ดีขึ้น
หลังจากที่เกษตรกรเข้าไปเรียนรู้ในศูนย์ศึกษาฯ ได้เลือกกิจกรรมเกษตรผสมผสานมาเป็นแนวทางประกอบอาชีพ จัดสรรพื้นที่และเลือกกิจกรรมที่ตนเองถนัดและเหมาะสม โยสามารถแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้

           ด้านการบริหารจัดการน้ำ
- นำความรู้มาพัฒนาวางแผนการใช้น้ำในพื้นที่ให้เพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยอาศัยความเหมาะสมกับฤดูกาลและปริมาณน้ำจากแหล่งต่างๆที่มีในแต่ละปี และคำนึงถึงการบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ระบบจัดส่งน้ำ เช่น การปลูกหญ้าแฝกตามแนวขอบสระและลำเหมือง เป็นต้น
           ด้านการปรับปรุงดิน
- นำความรู้มาพัฒนาวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และปรับปรุงดินได้แก่การทำปุ๋ยหมักจากเศษหญ้า  วัชพืช ใบไม้แห้งและมูลสัตว์  การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากเศษพืชผักผลไม้   การทำสารสกัดจากสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช
           ด้านวิชาการเกษตร
- นำความรู้ด้านการเกษตรมาพัฒนากิจกรรมการเกษตรต่างๆให้สอดคล้องและเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
           ด้านการพัฒนาปศุสัตว์
- นำความรู้ด้านปศุสัตว์มาดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ ได้แก่ การเลี้ยงสุกร (ผลิตลูกสุกร เลี้ยงสุกรขุนและสุกรแม่พันธุ์)  โดยวิธีธรรมชาติ เช่น หมูหลุม เป็นต้น
         ด้านการพัฒนาประมง
- นำความรู้มาดำเนินกิจกรรม ได้แก่ การเลี้ยงปลา (ปลานิล  ปลาดุก  ปลาสวาย และปลาแรด) การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ (กบนาและกบบูลฟร๊อก)
         ด้านการวางแผนการอนุรักษ์ดินและน้ำแบบผสมผสาน
- นำความรู้มาบริหารจัดการน้ำและดินในพื้นที่ร่วมกัน เกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน  วางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆให้เพียงพอ และจัดการอนุรักษ์ดินโดยการใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพและการปลูกหญ้าแฝก
         ด้านการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
- การรู้จักความพอประมาณ โดยรู้จักประมาณตนในการลงทุน พึงประมาณตนให้รู้ต้นทุนชีวิตของตน คือทำอะไรที่พอดีกับความต้องการทั้งของตนเองและครอบครัว
- การมีเหตุผลในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น การลงทุนทำกิจกรรมใดๆต้องรู้วัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมก่อน รู้รายละเอียด ดูความเหมาะสม แล้วจึงวางแผนการผลิตเพื่อดำเนินการ ตลอดจนคำนึงถึงการเกื้อกูลประโยชน์ของแต่ละกิจกรรมเช่น การใช้วัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน หลังการเก็บเกี่ยวและหลังการกำจัดวัชพืช มาผลิตปุ๋ยหมัก  น้ำหมักชีวภาพ นำมูลสุกรใช้เป็นปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้ในพื้นที่ การนำน้ำถ่ายจากบ่อเลี้ยงกบถ่ายสู่บ่อเลี้ยงปลาดุก เป็นต้น
- การมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือ การลดความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับการดำเนินกิจกรรม เลือกกิจกรรมที่หลากหลายผลิตหลายรุ่นเพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งปี รับประทานทุกอย่างที่ผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
-  ความรู้ โดยต้องรู้จริง รู้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและพยายามเสาะหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอตามโอกาสความเหมาะสม ที่สำคัญต้องนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร่วมผสมผสานในการดำเนินกิจกรรม
-  คุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อดทนมุ่งมั่น ไม่เบียดเบียนใคร รู้จักการให้  รู้จักเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
รายได้ภาคการเกษตร               330,000   บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             200,000   บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ              เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การทำเกษตรแบบผสมผสาน

          ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

“ ปัญหามีไว้ไขไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้มใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ รู้จริง รู้ลึก รู้กว้าง
แบ่งปันให้กำลังใจ และให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์อยู่เสมอ ”
           
      14. นางกัญจนา ตาสุรินทร์ เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านเกษตรผสมผสมผสาน
           
           

“ เริ่มต้นจากศูนย์ เพิ่มพูนองค์ความรู้ พัฒนาสู่อาชีพ บนความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล  : นางกัญจนา ตาสุรินทร์
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 081-9921900
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2513 
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน และการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ (เห็ดหลินจือ เห็ดหอม และเห็ดลมป่า)
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ) : การทำเกษตรผสมผสาน การเพาะเห็ดหลินจือ
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน และการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ (เห็ดหลินจือ เห็ดหอม และเห็ดลมป่า)
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
          เกษตรกรเล่าว่า เดิมตนประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างทำงานที่โรงเพาะเห็ด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จากการที่เป็นคนใฝ่รู้และหมั่นสังเกต ได้เรียนรู้ และปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการเพาะเห็ด รวมทั้งได้ปฏิบัติดูแลเห็ดชนิดต่างๆ สะสมประสบการณ์จนเกิดความชำนาญ ต่อมาตนได้ตั้งครรภ์บุตรสาวคนโต จึงมีความคิดอยากลาออกจากงาน หางานที่ทำอยู่กับบ้านร่วมกับการเลี้ยงลูก จึงตัดสินใจนำกิจกรรมการเพาะเห็ดซึ่งตนมีความถนัดและได้ปฏิบัติจนเกิดความชำนาญพอสมควร มาเป็นทางเลือกใหม่ในการสร้างอาชีพ ปัจจุบันเกษตรกรดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ยึดกิจกรรมการเพาะเห็ดและการผลิตก้อนเห็ดสำหรับเปิดดอกเป็นกิจกรรมหลักในการสร้างรายได้ ซึ่งการเพาะเห็ดแบบครบวงจร เกษตรมีความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์และสถานที่อย่างเพียงพอ จึงได้วางแผนการผลิตโดยเลือกเห็ดหลินจือ เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า และเห็ดลมป่า เป็นเห็ดรายได้ ซึ่งแต่ละชนิดจะระยะเวลาการเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาที่แตกต่างกันไป จึงต้องวางแผนให้เหมาะสมเพื่อให้มีรายได้ตลอดปี รวมทั้งหารายได้เสริมจากการผลิตก้อนเห็ดจำหน่ายซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของผู้สนใจเพาะเห็ดที่ไม่มีอุปกรณ์แต่ต้องการนำก้อนเห็ดไปเปิดดอกที่บ้าน ส่วนกิจกรรมการเลี้ยงปลา เกษตรกรเลี้ยงไว้สำหรับบริโภคในครอบครัว ส่วนไม้ผลที่ปลูกจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่จะให้ผลผลิตเพียง ปีละครั้งเท่านั้น บางปีที่ไม้ผลให้ผลผลิตไม่มากเกษตรกรจะเก็บไว้รับประทานและแบ่งปันเพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่
เกษตรกรสามารถบริหารจัดการกิจกรรมเกษตรผสมผสาน โดยเฉพาะกิจกรรมการเพาะเห็ดเศรษฐกิจที่ได้คัดเลือกเห็ดหลากหลายชนิด บางชนิดอย่างเช่นเห็ดหลินจือ เกษตรกรสามารถเก็บไว้จำหน่ายเป็นเวลานานให้มีราคาสูง ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น มีรายได้เสริมรายได้หลักของครอบครัวจากการทำงานประจำของสามี สามารถปฏิบัติหน้าที่แม่บ้านดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่ มีเวลาให้กับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวมีความสุขจากการได้ทำงานร่วมกัน มีเงินออมเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สำหรับผู้สนใจทั่วไป ตลอดจนเป็นแหล่งพักแรมให้กับเยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ

รายได้ภาคการเกษตร               359,800   บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             283,000   บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : แหล่งเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน และการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ (เห็ดหลินจือ เห็ดหอม และเห็ดลมป่า)

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้


           
      15.นายเจริญ ตาถาวัน  เครือข่ายเกษตรกรตัวอย่างด้านเกษตรผสมผสาน
           
           

“ หลากหลายกิจกรรมที่ผสมผสาน สร้างสรรค์งานบนพื้นฐานความพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล  : นายเจริญ  ตาถาวัน
ที่อยู่  : บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 053-840605
วัน/เดือน/ปี เกิด : 2 มิถุนายน พ.ศ. 2492    
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงปลานิล
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : การทำเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงปลานิล
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงปลานิล
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่า เดิมตนเองประกอบอาชีพอาชีพเกษตรกรรม กิจกรรมการเกษตรที่ดำเนินการอยู่ยังไม่หลากหลาย รายได้จากการดำเนินกิจกรรมมีเป็นระยะๆไม่ต่อเนื่อง จึงมีความคิดต้องการเพิ่มกิจกรรมในพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งรายได้เสริมให้ครอบครัว จึงได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกอบรมร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
ปัจจุบันเกษตรกรดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสาน โดยเพิ่มกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทำนาสำหรับเก็บไว้บริโภคเป็นหลัก เลี้ยงเป็ดไว้เก็บไข่บริโภค ที่เหลือจำหน่าย เลี้ยงไก่พื้นเมืองปล่อยในพื้นที่ เนื่องจากมีพื้นที่สวนลำไยกว้างขวางพอสำหรับให้ไก่ได้ออกหากิน ขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และเลี้ยงปลานิลแบบธรรมชาติ ผลผลิตเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเมื่อเปรียบเทียบกับปลานิลที่จำหน่ายตามท้องตลาด รายได้ต่างๆจะทยอยหมุนเวียนเข้าสู่ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาศักยภาพหรือเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ เช่น การเลี้ยงชันโรงในสวนลำไย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเกสรและการติดผลของลำไย เป็นต้น
จากการดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสานของเกษตรกรพบว่า เกษตรกรมีความสุขจากการได้ใช้เวลาอยู่กับกิจกรรม ได้ทำงานร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ได้รับประทานผลผลิตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีความปลอดภัย และช่วยประหยัดรายจ่ายของครอบครัวได้มาก ปัจจุบันสามารถเป็นแบบอย่างและแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ในการดำเนินกิจกรรมด้านเกษตรผสมผสานให้กับผู้สนใจ
รายได้ภาคการเกษตร               62,820  บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             45,000  บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 

           
      16.นายสินชัย วิริยะจรรยงค์ เครือข่ายเกษตรกรด้านเกษตรผสมผสาน
           
           

“ หลากหลายกิจกรรม ผสมผสานจากองค์ความรู้ ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ”


ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้านหรือเกษตรกรแกนนำ
ชื่อ-สกุล : นายสินชัย วิริยะจรรยงค์
ที่อยู่ : บ้านเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์  : 089-4328607
วัน/เดือน/ปี เกิด : วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2493 
ความชำนาญพิเศษ : การทำเกษตรผสมผสาน ประเภทต่างๆ ได้แก่ การปลูกไม้ผล พืชผัก การเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง การเลี้ยงเป็ดเทศ การเลี้ยงโคพื้นเมือง การเลี้ยงปลานิล ปลาดุก การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ และการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน
จุดเด่นของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)  : การทำกิจกรรมการเกษตรต่างๆในพื้นที่ โดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแต่ละกิจกรรมเกื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ประสบการณ์ : การทำเกษตรผสมผสาน ประเภทต่างๆ ได้แก่ การปลูกไม้ผล พืชผัก การเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่พื้นเมือง การเลี้ยงเป็ดเทศ การเลี้ยงโคพื้นเมือง การเลี้ยงปลานิล ปลาดุก การเพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ และการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ : -
ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ฯ (กรณีมีศูนย์เรียนรู้ฯ)
เกษตรกรเล่าว่าเดิมตนเองประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีรายได้เพียงอย่างเดียวเข้ามาจุนเจือครอบครัว ซึ่งตนมีความคิดว่าถ้าหากวันเวลาล่วงเลยไปตนเองมีอายุเพิ่มขึ้น น่าจะหาอาชีพเสริมมารองรับไว้ หากเมื่อวันใดลาออกจากบริษัทไปจะได้มีอาชีพ มีกิจกรรมสร้างรายได้ทำต่อไป และด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ชอบกิจกรรมการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีพื้นที่ของครอบครัวอยู่ จึงได้ใช้เวลาว่าง     ในวันที่ไม่ได้ไปทำงานหรือลางานเพื่อไปเสาะแสวงหาความรู้ต่างๆทางด้านการเกษตร และแหล่งสำคัญที่ได้เข้าไปเรียนรู้ ช่วยจุดประกายในหลายๆกิจกรรมก็คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ

ปัจจุบันเกษตรกรได้นำแนวคิดและองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแหล่งวิชาการต่างๆ ตลอดจนน้อมนำแนวพระราชดำริ เดินทางบนพื้นฐานความพอเพียงมาปรับใช้ วางแผนจัดสรรพื้นที่ เลือกกิจกรรมที่ตนเองและครอบครัวถนัดมาดำเนินการตามกำลังความสามารถ เลือกความหลากหลาย ให้รายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแหล่งอาหารในครัวเรือนไม่จำเป็นต้องซื้อหา ภรรยาสามารถดำเนินการในช่วงที่ตนเองไปทำงานได้อย่างไม่ลำบาก ซึ่งตนได้ใช้เวลาในตอนเย็นและวันเสาร์อาทิตย์มาลงพื้นที่ทำเกษตรผสมผสานอย่างเต็มที่ ผลผลิตที่ได้ภรรยาได้นำไปจำหน่ายในชุมชน ชีวิตครอบครัวมีความสุข ทุกกิจกรรมได้เกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน เช่น มูลสัตว์ เกษตรกรมาใช้บำรุงพืชผัก น้ำที่ถ่ายออกจากบ่อกบไหลลงบ่อปลาดุกได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ในส่วนของการเลี้ยงกบเนื้อจะเลือกเลี้ยงในกระชังเมื่อกบถ่ายลงบ่อจะเป็นอาหารให้กับปลานิลที่ว่ายมาอยู่บริเวณรอบๆกระชัง การปลูกพืชผัก ไม้ผล เน้นกระบวนการทางธรรมชาติใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด ปุ๋ยคอก และน้ำหมักชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมี

ทุกวันนี้เกษตรกรดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสานอย่างเต็มที่ จัดสรรพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างลงตัว วางเส้นทางเดินในพื้นที่พร้อมดูความเหมาะสมของแต่ละกิจกรรม ตลอดจนมีความรอบรู้ ละเอียดในการคัดเลือกกิจกรรม ดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาท ไม่ฟุ้งเฟ้อ รายได้ที่ได้รับมาหลังจากหักค่าใช้จ่ายก็จะเก็บไว้เป็นเงินออม สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเกษตรกรคนหนึ่งที่สามารถประกอบอาชีพทำงานในบริษัท แต่มีใจรักทางการเกษตร มองการณ์ไกลในวันข้างหน้า ซึ่งสุดท้ายแล้วชีวิตการทำงานของลูกจ้าง เมื่ออายุมากขึ้นจนไม่สามารถทำงานได้ จำเป็นต้องกลับมาอยู่ยังถิ่นฐานเดิม หากมีการวางแผนรับมือ ก็สามารถเชื่อมต่อกิจกรรมและอาชีพได้อย่างไม่ต้องกังวล เหล่าไม้ผลเจริญเติบโตขึ้นตามอายุการปลูก และทยอยให้ผลผลิต พื้นที่ว่างระหว่างต้นไม้ผลไม่เคยว่างเว้นจากชนิดพืชผักต่างๆที่สามารถนำไปบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ ปัจจุบันสามารถเป็นแหล่งศึกษาดูงาน เรียนรู้วิถีชีวิต เป็นตัวอย่างรูปแบบของการจัดสรรพื้นที่ ให้กับนักเรียน นักศึกษา เพื่อนบ้าน ประชาชนทั่วไป ตลอดจนชาวต่างประเทศที่สนใจ และตัวเกษตรกรเองมีความเต็มใจและพร้อมที่จะแนะนำให้เพื่อนบ้านได้เจริญรอยตามหันมาทำเกษตรผสมผสาน หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่แนวพระราชดำริสู่ชุมชน
รายได้ภาคการเกษตร               184,173   บาท/ปี
รายจ่ายภาคการเกษตร             136,000   บาท/ปี
ที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติการก่อตั้งและความเป็นมาของศูนย์ฯ : ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ  ด้านเกษตรผสมผสานในปี 2552
หลักสูตรที่จัดฝึกอบรม : การทำกิจกรรมเกษตรผสมผสาน

ความพร้อมของศูนย์ฯ : ศูนย์เรียนรู้ฯ มีความพร้อมด้านสถานที่ และวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้

 


เสียสละและมีน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในการให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์